วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

งาน

ผู้แต่งจะเป็นผู้สร้างตัวละครในเรื่องขึ้นโดยกำหนด ชื่อ รูปร่าง หน้าตา เพศ วัย อุปนิสัย และบุคลิกภาพ ให้ตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตจิตใจสามารถแสดงอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมต่าวๆ ได้เช่นเดียวกับมนุษย์จริงๆ การที่ผู้แต่งจะสร้างให้ตัวละครมีลักษณะสมจริงได้นั้น จะต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นแนวทางในการสร้างตัวละคร เช่น ต้องการความรัก ต้องการความสนใจ ต้องการเสรีภาพ เป็นต้น การสร้างตัวละครให้มีความสมจริงเป็นกลวิธีหนึ่งที่ยั่วยุให้ผู้อ่านสนใจในตัวละครนั้น นอกจากนี้สิ่งที่จะช่วยให้ตัวละครมีลักษณะที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่ตัวละครนั้นมีลักษณะต่างไปจากตัวละครอื่นๆในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความแปลกในด้านร่างกาย จิตใจ หรือพฤติกรรม และส่วนประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของการสร้างตัวละครก็คือ การสอดใส่ลักษณะนิสัยของตัวละคร ลักษณะนิสัยของตัวละครที่ผู้แต่งสร้างขึ้น โดยปกติจะมีความแน่นอนคงที่ เว้นแต่ว่าจะมีเหตุการณ์หรือแรงจูงใจที่มีอิทธิพลเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย บุคลิกภาพและพฤติกรรมของตัวละคร ตัวละครจึงมีทั้งประเภทที่เป็นสถิติ (Static Character) คือมีลักษณะที่ประจำตัวคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นจนจบ และประเภทพลวัต (Dynamic Character) คือมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณื บุคลิกภาพไปตามเหตุการณ์ ประสบการณ์และกาลเวลาซึ่งในการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้เขียนต้องระมัดระวังให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ตัวละครจะต้องแสดงบทบาท ไม่ว่าจะพูด แสดงพฤติกรรมและลักษณะนิสัย เพื่อสร้างความสมจริงเช่นเดียวกับบุคคลจริงๆ ผู้ประพันธ์อาจได้แนวคิดมาจาดสิ่งที่ได้พบเห็นจากสภาพชีวิตของมนุษย์ในสังคม หรือสร้างจินตนาการขึ้นเองก็ได้ เมื่อพิจารณาในแง่ของบุคคล มนุษยืเรามีความเตกต่างกันเป็นสำคัญ อาทิ รูปร่าง หน้าตา ความคิด ความรู้สึก ฯลฯ ด้วยความแตกต่างดังกล่าว มนุษย์จึงมีความเป็นเอกลัษณ์หรือมีลักษณะเฉพาะตน ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่แตกต่างกันจนกลายเป็นบุคลิกภาพส่วนบุคคล ออลพอร์ท (Allport) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพว่า บุคลิกภาพคือ กระบวนการสร้างหรือการจัดส่วนประกอบของแต่ละคนทั้งภายในและภายนอก (จิตใจและร่างกาย) และบุคลิกภาพนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกำหนดตัดสินลักษระพฤติกรรมและความนึกคิดของคนคนนั้น จะเห็นว่าในความหมายของออลพอร์ทนั้น เน้นความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจอย่างมีระบบที่เกี่ยวข้องกันและไม่ขัดแย้งกัน เพราะเหตุว่าต่างก็เป็นส่วนประกอบของกันและกัน เมื่อผสมผสานเป็นบุคลิกภาพแล้วระบบเหล่านั้นมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ออลพอร์ทได้ใช้คำว่า Dynamic Organization ซึ่งหมายความว่า เป็นระบบการทำงานที่ความสัมพันธ์กัน คือในการศึกษาบุคลิกภาพเน้นทั้งด้านร่างกายเละจิตใจ เพราะเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ออกทั้งสองระบบ จิตใจจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและในทำนองเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายจะมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจด้วยเช่นกัน และเมื่อร่างกายและจิตใจต่างก็ไม่หยุดนิ่ง ร่างกายมีการผันแปรเปลี่ยนตลอดไป จิตใจก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ระบบเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ซึ่งผลก็คือ บุคลิกภาพก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามไปด้วย เช่น คนที่มีลักษณะเฉื่อนชาไม่ค่อยสนใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อได้อยู่ร่วมกับคนที่ว่องไวและรับผิดชอบในการทำงานก็จะเกิดการปรับตัวตาม เพราะได้อยู่สิ่งแวดล้อมเช่นนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จนกลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบได้ (ลักขณา สริวัฒน์. 2544 : 132) นักจิตวิทยาพยายามจำแนกความแตกต่างของคนออกเป็น 4 ประการได้แก่ 1. ทางกาย (Physical) หมายถึงรูปร่างที่เห็นภายนอกและภายใน โครงกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบการทำงาน ต่อมต่างๆ ตลอดจนผิวพรรณ หน้าตา ลักษณะผมดำ แดง หยิก เหยียด 2. ทางอารมณ์ (Emotional) หมายถึงการแสดงออกทางอารมณืที่ต่างกัน เช่น อารมณืกังวลใจ อารมณ์ก้าวร้าว อารมณ์โกรธ รังเกียจเดียดฉันท์ ฯลฯ ซึ่งการแสดงออกมากน้อยของอารมณืแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป 3. ทางสติปัญญา (Intelligence) สติปัญญาของคนเราได้ถูกแบ่งโดยนักจิตวิทยาเป็นหลายระดับ โดยได้สร้างแบบวัดเชาว์ปัญญาเรียกว่า เกณฑ์ภาคเชาว์หรือเรียกว่า I.Q. (Intelligence Quotient) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความฉลาด ความโง่ ความด้วยปญญาของคน อันมีผลกระทบต่อการทำงาน การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ตลอดจนการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ 4. ความแตกต่างด้านสังคม (Social) หมายถึงความแตกต่างที่แสดงออกในหมู่คนหรือระหว่างคน อันเป้นที่ยอมรับว่า แม้คนจะมีสติปัญญาพอๆกัน แต่ความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่คนไม่เหมือนกัน ก็คือความสามารถในการเข้าสังคม มีส่วนทำให้คนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่างกัน เรียกว่า เก่งคน (Socialability) จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถวิล ธาราโภชน์และศรัณย์ ดำริสุข (2543 : 125-126) สรุปว่าคนเรานั้นแตกต่างกันด้วยบุคลิกภาพก็เพราะว่า คนเรามีลักษณะนิสัย พฤติกรรมและแบบแผนชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งทำให้เขามีลักษณะพิเศษ เด่นชัด เฉพาะตัว แตกต่างจากบุคคลอื่น ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวนี้ต้องใช้ระยะเวลาที่สะสมค่อนข้างยาวนาน มิใช่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว เป็นสิ่งที่รวมกันแล้วทำให้บุคคลมีลักษณะเฉพาะ เช่น ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ความชอบ ไม่ชอบ รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง นิสัย รวมกันแล้วก่อให้เกิดบุคลิกภาพ ซึ่งทำให้คนเรามีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน จากคำกล่าวของกุหลาบ มัลลิกะมาสเกี่ยวกับความหมายของตัวละครและคำกล่าวของออลพอร์ทเกี่ยวกับความหมายของบุคลิกภาพ เมื่อนำมาพิจารณษร่วมกันจึงเห็นความสัมพันธ์กันได้ว่า ตัวละครก็คือผู้มีบทบาทสำคัญของการดำเนินเนื้อเรื่องที่จะต้องแสดงบุคลิกภาพทั้งหมดทั้งภายนอกและภายในให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นภาพ อันจะทำให้เข้าใจพฤติกรรมของตัวละครได้อย่างชัดเจน ยิ่งผู้แต่งมีฝีมือในการสร้างตัวละครให้มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนมนุษย์มากเท่าไร การสร้างตัวละครก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น เพราะสมารถจำลองพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างสมจริง ทำให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น แล้วนำความรู้มาประยุกต์ใช้รวมถึงปรับปรุงแก้ไขลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปสู่การดำรงชีวิตอยู่มนครอบครัวและสังคมอย่างมีความสุข ( :37-38) ในการวิเคราะห์ภาพลักษณ์นางเอกในนวนิยายชุดปริศนาของ ว.ณ ประมวญมารค ผู้วิจัยจะวิเคราะห์ตัวละครนางเอกในเรื่องทั้ง 3 ตัวละคร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์ออกมาชัดเจนทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ตัวละครนางเอกที่นำมาศึกษาจากในนวนิยายชุดปริศนาของ ว.ณ ประมวญมารค จำนวน 3 เรื่อง มีรายละเอียดดังนี้ จากเรื่อง ตัวละครนางเอก 1. ปริศนา ปริศนา สุทธากุล 2. เจ้าสาวของอานนท์ สุชาดา สุทธากุล 3. รัตนาวดี รัตนาวดี จากนวนิยายทั้ง 3 เรื่อง สามารถนำตัวละครนางเอกมาวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของผู้หญิงตามประเด็นที่วางไว้ทั้ง 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้ 3.1 ภาพลักษณ์ทางกายภาพ จำแนกได้เป็น 4 หัวข้อย่อยดังนี้ 3.1.1 วัย 3.1.2 รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ 3.1.3 การแต่งกาย 3.1.4 สุขภาพ / ฐานะ 3.1.1 วัย ภาพลักษณ์ของผู้หญิงทางกายภาพประเด็นแรก คือ ช่วงอายุ เพราะช่วงวัยเป็นลักษณะภายนอกที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด ว.ณ ประมาวญมารคได้กำหนดวัยของนางเอกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีช่วงวัยไล่เลี่ยกัน คือ สาววัยทำงาน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ว.ณ ประมวญมารคบรรยายลักษระของผู้หญิงวัยรุ่นด้วยลักษณะภาษาสั้นๆ แต่ให้เห็นภาพที่ชัดเจน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น